ค้นหาผลงานวิจัย
ระบบฐานข้อมูลผลงานวิจัยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
พบ 206 ผลงานวิจัย
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๒
GUIDELINES FOR DEVELOPMENT OF INNOVATIVE LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS IN SMALL-SIZED SCHOOLS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE ๒
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ ความต้องการจำเป็นและเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประชากร คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 ผู้บริหาร จำนวน 66 คน และครูผู้สอน จำนวน 489 คน รวมทั้งสิ้น 555 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 จำนวน 226 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI modified) ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านความต้องการจำเป็นสูงสุดของภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม คือ การคิดสร้างสรรค์ รองลงมา คือ การสร้างเครือข่าย การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง การบริหารความเสี่ยง การสร้างบรรยากาศแห่งองค์กรนวัตกรรม และการทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม ตามลำดับ 2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก พบว่า การคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมการคิดนอกกรอบ สนับสนุนนวัตกรรม สร้างบรรยากาศองค์กรที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ต่อยอดองค์ความรู้เดิม และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การสร้างเครือข่าย ส่งเสริมการทำงานเป็นทีมผ่าน PLC และการมีส่วนร่วมของบุคลากร ควบคู่กับการกำหนดบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน การติดตามประเมินผล สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกและชุมชน ใช้เทคโนโลยีในการสื่อสาร แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และต่อยอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาการศึกษา การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรมและการเปลี่ยนแปลง วิเคราะห์บริบทและแนวโน้มการเปลี่ยนแปลง เพื่อนำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์และแผนกลยุทธ์ที่ชัดเจน พร้อมสื่อสารให้บุคลากรมีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการพัฒนา การบริหารความเสี่ยง ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรในการกำหนดเป้าหมายและการตัดสินใจ ผ่านการทำงานแบบ PLC และการบริหารแบบมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของร่วมและความไว้วางใจในองค์กร การสร้างบรรยากาศแห่งองค์กรนวัตกรรม ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการตัดสินใจ และพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์เพื่อบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพและยืดหยุ่น การทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม กำหนดวิสัยทัศน์และแผนพัฒนาองค์กรด้านนวัตกรรมอย่างชัดเจน พร้อมสื่อสารให้บุคลากรเข้าใจร่วมกัน และสนับสนุนการทดลองแนวคิดใหม่ การพัฒนานวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่าน PLC
นางมยุรฉัตร บุตรดีศักดิ์
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๓
GUIDELINES FOR DEVELOPMENT OF CREATIVE LEADERSHIP OF SMALL SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE ๓
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก จำแนกตามตำแหน่ง อายุ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 3 โดยใช้การวิจัยแบบ พหุระยะผสานวิธีตอนที่ 1 เชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและครูโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเที่ยงแบบสอบถามเท่ากับ 0.95 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน โดย ทดสอบค่าทีและค่าเอฟ ตอนที่ 2 เชิงคุณภาพ ทำการสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่านและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาใน โรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต3 โดยรวมอยู่ในระดับ มาก 2) ผลเปรียบเทียบ ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูจำแนกตามตำแหน่ง อายุและ ประสบการณ์ในการทำงาน พบว่ามีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ขณะที่จำแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่าแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต3 มีแนวทางคือ ผู้บริหารประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อบริหารจัดการสถานศึกษา และร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายในการพัฒนาโรงเรียน ผู้บริหารให้การสนับสนุนครูอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้น และนำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการศึกษา
นายรุ่งเรือง สารวิจิตร
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู
A CAUSAL RELATIONSHIP MODEL OF ADMINISTRATIVE FACTORS AFFECTING HIGH-PERFORMANCE ORGANIZATIONS IN SCHOOLS UNDER SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE LOEI NONG BUA LAMPHU
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาระดับปัจจัยทางการบริหารและระดับความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูและ 2. เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู ปีการศึกษา 2568 จำนวน 650 คน เครื่องมือที่ใช้ในเป็นแบบสอบถาม แบบประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83 – 0.88 ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง 0.53 – 0.87 ค่าความเที่ยง (Reliability) เท่ากับ 0.97 ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน โดยภาพรวมอยู ่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายตัวแปร พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกตัวแปร เมื่อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ คือ วัฒนธรรมองค์กร ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ และสมรรถนะสมาชิกองค์กร ส่วนความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน พบว่า โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาตัวแปรสังเกตได้ พบว่า การจัดกระบวนการและทรัพยากร รองลงมาคือ คุณภาพบุคลากร ผู้นำทางวิชาการตัวแปรที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 2. โมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยทางการบริหารที่ส่งผลต่อความเป็นองค์กรสมรรถนะสูงของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู รูปแบบมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยมีค่าสถิติวัดความกลมกลืนของรูปแบบ ดังนี้ ค่าไค-สแควร์ (Chisquare) เท่ากับ 86.76 ที่องศาอิสระ (df) เท่ากับ 68 ค่าความน่าจะเป็น (p-value) เท่ากับ 0.063 ซึ่งมากกว่า 0.05 ค่าไค-สแควร์สัมพัทธ์ (χ2 /df) เท่ากับ 1.28 มีค่าน้อยกว่า 2.00 ค่า RMSEA=0.02 ค่า CFI=1.00 และค่า RMR=0.01
นายวิระพงศ์ คุณประทุม
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
การจัดการสภาพแวดล้อมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผต่อการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
EDUCATIONAL ENVIRONMENTAL MANAGEMENT AFFECTING 21ST CENTURY LERNING SKILLS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1
นายปรเมษฐ์ บุญเชิดชู
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
การนำหลักธรรมาภิบาลไปใช้ในการปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลเมืองเลย จังหวัดเลย
(THE IMPLEMENTATION OF GOOD GOVERNANCE PRINCIPLES IN THE ADMINISTRATION OF LOEI MUNICIPALITY, LOEI PROVINCE)
นายนราธิป พรหมเทศ
หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์
การพัฒนากลยุทธ์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
DEVELOPMENT OF STUDENT SUPPORT SYSTEM STRATEGIES UNDER PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE IN THE NORTHEASTERN REGION
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2) สร้างและตรวจสอบกลยุทธ์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3) ประเมินกลยุทธ์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) บูรณาการระหว่างการวิเคราะห์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่คาดหวัง และความต้องการจำเป็นของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้แบบสอบถามกับผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน จากโรงเรียนต้นแบบที่มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่เป็นเลิศ เพื่อนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาประกอบการวิเคราะห์ดัชนี PNI Modified ระยะที่ 2 การสร้างและตรวจสอบกลยุทธ์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากระยะที่ 1 ด้วยเทคนิค SWOT เพื่อสร้างร่างกลยุทธ์ในระดับกลยุทธ์หลักและกลยุทธ์รอง จากนั้นตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์ผ่านการสนทนากลุ่มและแบบประเมินความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 3 การประเมินกลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้น โดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของกลยุทธ์ จากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่ประกอบด้วย รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ และครูผู้รับผิดชอบระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน รวมจำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินกลยุทธ์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ รวมถึงการวิเคราะห์ดัชนี PNI Modified และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพปัจจุบันระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สภาพที่คาดหวังของการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวมเท่ากับ 0.375 (PNIModified = 0.375) เรียงตามลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อยดังนี้ ด้านการส่งต่อนักเรียน ด้านการส่งเสริมและพัฒนานักเรียน ด้านการคัดกรองนักเรียน ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล และด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตามลำดับ 2. กลยุทธ์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก 17 กลยุทธ์รอง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. กลยุทธ์ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด
นางสาวสุริณี วัฒนศรีทานัง
หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
การพัฒนาตัวบ่งชีภาวะผู้นำเพื่อเสริมสร้างการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
THE DEVELOPMENT OF LEADERSHIP INDICATORS TO STRENGTHEN ACTIVE LEARNING MANAGEMENT OF TEACHERS UNDER THE OFFICES OF PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA IN THE NORTHEAST OF THAILAND
นางสาวกนิษฐกานต์ วงศ์วัฒนาวิชา
หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการส่งเสริมอาชีพ สำหรับคนพิการ ในอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย
THE PARTICIPATION OF CIVIL SOCIETY IN PROMOTING EMPLOYMENT FOR PEOPLE WITH DISABILITIES IN NA DUANG DISTRICT, LOEI PROVINCE
นางสาววรรณวิสา สุวรรณชัย
หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์
การมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำจังหวัดเลย
PARTICIPATION OF GOVERNMENT AGENCIES IN ADDRESSING RECIDIVISM AMONG FEMALE INMATES IN LOEI PROVINCIAL PRISON
นางชบาไพร ศรีใสคำ
หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์
การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2
FACTORS ANALYSIS IF DIGITAL LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2
นายชัยณรงค์ สิงห์จันทร์
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำแบบกระจายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
AN ANALYSIS OF DISTRIBUTED LEADERSHIP FACTORS OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1
นางสาวพนัชกร ราชอักษร
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา
การวิเคราะห์องค์ประกอบองค์กรแห่งนวัตกรรมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1
FACTOR ANALYSIS OF INNOVATIVE ORGANIZATION IN SCHOOLS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1
ว่าที่ร้อยตรี ทศพล ทองอรุณ
หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา