ค้นหาผลงานวิจัย

ระบบฐานข้อมูลผลงานวิจัยนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา

พบ 206 ผลงานวิจัย

วิทยานิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู

STRATEGIC LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS AFFECTING WORKPLACE HAPPINESS OF TEACHERS IN SCHOOLS UNDER THE SECONDARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE LOEI NONG BUA LAMPHU

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู 2) ระดับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู 4) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหาร และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูปีการศึกษา 2568 จำนวน 322 คน ซึ่งได้มา โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยด้านภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีความเชื่อมั่น 0.906 ส่วนด้านความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน มีค่าความเชื่อมั่น 0.965 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ โดยใช้วิธี Stepwise เพื่อดูตัวแปรที่มีนัยสำคัญ และนำค่าสถิติที่ได้ไปสร้างสมการพยากรณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2. ความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูมีความสัมพันธ์กันทางบวกอยู่ในระดับปานกลาง (rXY = 0.483) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา การกำหนดกลยุทธ์ และด้านการคาดหวังและการสร้างโอกาสสำหรับอนาคต ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูโดยภาพรวม และสามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 26.80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถนำมาสร้างสมการพยากรณ์ ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ = 2.998 + 0.509(x3) + -0.132(x4) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน = 0.566(x3) + -0.136(x4)

นายวิทวัส พิลาชัย

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

สารนิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๑

ETHICAL LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE ๑

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิ การศึกษาและประสบการณ์ทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 เป็นวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 จำนวน 308 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหาร สถานศึกษา จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าที การ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมและราย ด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ได้แก่ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความยุติธรรม ด้านความเคารพนับถือ ด้านความไว้วางใจ และด้านความซื่อสัตย์ ตามล าดับ 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้น าเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามวุฒิการศึกษาและ ประสบการณ์ทำงาน โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม ดังนี้(1) ด้านความรับผิดชอบ กล้าเผชิญปัญหาและหาแนวทางแก้ไขร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (2) ด้านความยุติธรรม เคารพสิทธิ มีเกณฑ์ที่ชัดเจน และมีส่วนร่วม (3) ด้านความเคารพนับถือ ให้เกียรติกัน ส่งเสริมความสามัคคีโดยใช้วินัยเชิงบวกและทฤษฎีการเสริมแรง (4) ด้านความ ไว้วางใจ เชื่อมั่นและส่งเสริมการพัฒนาตนเอง สร้างทีมงานและกำกับติดตามผลอย่างต่อเนื่อง (5) ด้านความซื่อสัตย์ สร้างค่านิยมองค์กร เป็นแบบอย่างที่ดี ปฏิบัติตามกฎระเบียบ และเปิดเผยข้อมูล

นางสาวพรรณจิตต์ เขียนศรีอ่อน

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

สารนิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๑

INTEGRATED LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความ ต้องการจำเป็นภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบ ผสานวิธี (Mixed Methods Research) แบ ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที ่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 302 คน สุ่มตัวอย่างโดยการแบ่งชั้นกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60 -1.00 มีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.972 และ 0.959 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNImodified) ระยะที ่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอในรูปแบบโมเดล ผลการวิจัยพบว่า: 1. สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥ˉ = 3.88) ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥ˉ = 4.84) ดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง โดยภาพรวม (PNImodified) เท ่ากับ 0.24 เมื่อพิจารณาดัชนีความต้องการจำเป็น รายด้าน พบว ่า PNImodified อยู่ระหว ่าง 0.20 ถึง 0.29 ด้านที่มีค่าดัชนีสูงสุดและควรได้รับ การพัฒนาเป็นลำดับแรก คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์มุ่งความสำเร็จ รองลงมาคือ ด้านความคิดสร้างสรรค์ และด้านการพัฒนาวิชาชีพ ตามลำดับ โดยด้านที่มีค่าดัชนีต่ำที่สุดคือ ด้านการทำงานเป็นทีม 2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 แนวทางหลัก คือ 1) การสื่อสารวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์และการตั้งเป้าหมายร่วมกัน 2) การสร้างบรรยากาศนวัตกรรมและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา 3) การพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) และ 4) การเสริมสร้างวัฒนธรรมความร่วมมทิและ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพภายในองค์กร

นางสาวอรจิรา ศักดาพิทักษ์

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

สารนิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๓

INTEGRATED LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE ๓

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหาร สถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามตำแหน่ง วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 241 คน ซึ่งได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน กลุ่มเป้าหมาย 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ Scheffe’s method และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1)ระดับภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ การทำงานเป็นทีม รองลงมา การมุ่งผลสัมฤทธิ์ ผู้นำการเปลี่ยนแปลง การแก้ปัญหาตามสถานการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และ การมี วิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตาม ตำแหน่ง พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว ่า การทำงานเป็นทีม ผู้นำการเปลี่ยนแปลง การมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการแก้ปัญหาตามสถานการณ์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านอื่น ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าการมีวิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ ความคิดสร้างสรรค์ และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ส่วนด้านอื่น ไม่แตกต่างกัน จำแนกตามประสบการณ์ พบว่า โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การทำงานเป็นทีม การมีวิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ ความคิดสร้างสรรค์ และการมุ่งผลสัมฤทธิ์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนด้านอื่น ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงบูรณาการของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย 6 ด้าน ดังนี้ 1) การทำงานเป็นทีม ผู้บริหารควรกำหนดตัวชี้วัดชัดเจน ติดตามประเมินผล และใช้ผลพัฒนาทีมและการบริหาร 2) การมีวิสัยทัศน์เชิงบูรณาการ ผู้บริหารควรกำหนดวิสัยทัศน์ชัด ใช้ข้อมูล มีส่วนร่วม ติดตาม และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 3) ความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารควรส่งเสริมความคิดใหม่ ใช้เทคโนโลยี และแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 4) ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ผู้บริหาร ควรสื่อสารวิสัยทัศน์ชัด มีส่วนร่วมใช้ข้อมูล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง 5) การมุ่งผลสัมฤทธิ์ ผู้บริหารควรกำหนดเป้าหมายชัด ติดตามประเมิน และสร้างแรงจูงใจเพื่อผลสัมฤทธิ์ 6) การ แก้ปัญหาตามสถานการณ์ ผู้บริหารควรวิเคราะห์ปัญหา ใช้ข้อมูล มีส่วนร่วม และปรับตัวตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

นางนิศารัตน์ จันทะศรี

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

วิทยานิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู

VISIONARY LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS INFLUENCING TEACHERS’ WORK MOTIVATION UNDER LOEI NONG BUA LAMPHU SECODARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE

การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู 2. ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู 3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู 4. ศึกษาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู ปีการศึกษา 2568 จำนวน 322 คน เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.958 และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน เท่ากับ 0.934 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ โดยใช้วิธี Stepwise เพื่อดูตัวแปรที่มีนัยสำคัญ และนำค่าสถิติที่ได้ไปสร้างสมการพยากรณ์ ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3. ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู โดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4. ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู ได้แก่ การสร้างวิสัยทัศน์ (X1) การนำวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติ (X3) การเป็นแบบอย่างที่ดีเชิงวิสัยทัศน์ (X4) และการสื่อสารวิสัยทัศน์ (X2) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.893 ตัวแปรทั้ง 4 องค์ประกอบนี้ สามารถร่วมพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภูโดยรวมได้ ร้อยละ 80.70 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ ±0.15484 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ 𝑌̂= 1.071 + 0.286(x1) + 0.232(x3) + 0.133(x4) + 0.112(x2) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน 𝑍̂ = 0.366(x1) + 0.303(x3) + 0.175(x4) + 0.147(x2)

นางสาวสุกัญญา สีเคน

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

สารนิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๒

CREATIVE LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 2

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษา (2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ จำแนกตามตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ (3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหาร สถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 จำนวน 297 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรา ส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้น าเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเลย เขต 2 โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. ผลการเปรียบเทียบระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ครู และผู้บริหารที่มีตำแหน่ง มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ขณะที่ครูและผู้บริหารที่มีระดับการศึกษาและประสบการณ์ทำงานมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา มุ่งส่งเสริมการมี ส่วนร่วม การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และความไว้วางใจในการทำงานร่วมกัน โดยเน้นการกำหนดวิสัยทัศน์เชิงอนาคตอย่างเป็นระบบ ที่สอดคล้องกับบริบทและนโยบายทางการศึกษา และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมุ่งพัฒนาความสามารถในการปรับตัว การเลือกใช้แนวทางการบริหารที่เหมาะสมตามสถานการณ์ และการตัดสินใจบนพื้นฐานของวิจารณญาณเชิงวิชาชีพ อีกทั้งยังเน้นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ การเปิดโอกาสให้เกิดแนวคิดใหม่ ๆ และการต่อยอดแนวคิดเหล่านั้นไปสู่การสร้างนวัตกรรมทางการศึกษา

นางสาวเบญจมาศ ช่างเรือง

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

สารนิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๑

PARTICIPATIVE LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE 1

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน และ3) เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประชากรกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 302 คน และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้บริหารการศึกษา 1 คน ศึกษานิเทศก์ 1 คน และผู้บริหารสถานศึกษา 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยจัดส่งแบบสอบถามผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ Google Form หรือ QR Code ไปยังกลุ่มตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน รองลงมาคือ การมีส่วนร่วมในการวางแผน การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการได้รับผลประโยชน์ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การมีส่วนร่วมในการยอมรับความคิดเห็น 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ และประสบการณ์การทำงาน พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา ได้เสนอแนวทางพัฒนาดังนี้1) ผู้บริหารควรสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม รับฟังอย่างลึกซึ้ง เคารพความแตกต่าง และให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างเหมาะสม 2) ผู้บริหารควรกระจายผลประโยชน์และโอกาสอย่างเป็นธรรมโปร่งใสยกย่องความสำเร็จร่วมกันและส่งเสริมการเรียนรู้จากผลการดำเนินงาน 3) ผู้บริหารควรเปิดโอกาสให้ร่วมวิเคราะห์ปัญหาเสนอทางเลือกและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล เหตุผล และประโยชน์ส่วนรวม 4) ผู้บริหารควรส่งเสริมการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นใช้ข้อมูลจริงของสถานศึกษาและสื่อสารเป้าหมายร่วมกันอย่างชัดเจน 5) ผู้บริหารควรมอบหมายงานตามความเหมาะสม สนับสนุนทรัพยากร ติดตามช่วยเหลือและสร้างการทำงานเป็นทีมอย่างต่อเนื่อง

นางจิรัชญา ชนะชัย

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

สารนิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเลย

SUSTAINABLE LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOCAL GOVERNMENT ORGANIZATIONS IN LOEI PROVINCE

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเลย 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเลย จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเลย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานพหุระยะ ในการวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 224 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนาตรฐาน การทดสอบค่าทีและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ด้วยสถิติ F ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพมีผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน เครื่องมือเป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเลยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ความลุ่มลึกในองค์ความรู้หลากหลายศาสตร์ รองลงมา คือ ความยุติธรรมโปร่งใสตรวจสอบได้ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ความมีสมรรถนะเชิงระบบเพื่อพัฒนาองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษาจำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ทำงาน พบว่า โดยภาพรวมและรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดเลย มีดังนี้ การสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ การจัดทำ แผนพัฒนาบุคลากรระยะยาว การกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การใช้ระบบธรรมาภิบาลดิจิทัลเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การส่งเสริมสมรรถนะการทำงานเชิงระบบ การกำหนดกลยุทธ์แบบมีส่วนร่วม และการพัฒนาระบบการจัดการความรู้เพื่อสืบสานและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม

นางสาวชนิกานต์ กอซอ

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

สารนิพนธ์ 2569

ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ ๒๑ ของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลยเขต ๒

๒๑ST-CENTURY LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE ๒

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 จำแนกตามวุฒิการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน และขนาดของสถานศึกษา 3) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 กลุ่มเป้าหมายเป็นผู้บริหารและครูผู้สอน จำนวน 297 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิธีการพรรณนา (descriptive analysis) ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 โดยรวมอยู่ที่ระดับมาก หากพิจารณารายด้าน ทั้ง 5 ด้าน พบว่า อันดับที่ 1 คือ การสร้างแรงจูงใจ การรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศ การมีวิสัยทัศน์ ผู้นำทางการเปลี่ยนแปลง และการทำงานเป็นทีม ตามลำดับ พบว่า อยู่ที่ระดับมาก การเปรียบเทียบผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน โดยรวมมีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ทำงานและขนาดสถานศึกษาต่างกัน โดยรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 ควรมุ่งเน้นการพัฒนาความสามารถในการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างเต็มศักยภาพ การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อบริบทของสังคมและเทคโนโลยี การรู้เท่าทันเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่งเสริมการทำงานเป็นทีม โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ทั้งนี้เพื่อให้สถานศึกษาสามารถพัฒนาและบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นายพิสิทธิ์ แก้วพิภพ

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

ดุษฎีนิพนธ์ 2569

รูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลของครูโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

A MODEL OF ACADEMIC ADMINISTRATION TO ENHANCE LEARNING MANAGEMENT IN DIGITAL ERA OF SMALL SCHOOL TEACHERS UNDER THE OFFICE OF PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA IN THE NORTHEASTERN REGION

นางกรรณิการ์ ธนะสูตร

หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

ดุษฎีนิพนธ์ 2569

รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

A MODEL FOR PROACTIVE LEADERSHIP DEVELOPMENT OF SCHOOL ADMINISTRATORS IN SMALL SCHOOLS UNDER THE OFFICE OF THE BASIC EDUCATION COMMISSION

นางสาวปวีณา วรกำพล

หลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา

สารนิพนธ์ 2569

แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต ๒

GUIDELINES FOR DEVELOPMENT OF INNOVATIVE LEADERSHIP OF SCHOOL ADMINISTRATORS UNDER LOEI PRIMARY EDUCATIONAL SERVICE AREA OFFICE ๒

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื ่อ 1. เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 2.เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำภาวะเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลยเขต 2 จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และขนาดโรงเรียน และ 3. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 297 คน ประกอบด้วยผู้บริหาร 29 คน และครูผู้สอนในโรงเรียน จำนวน 268 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว 2) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดย การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย เขต 2 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การมีความคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม รองลงมาคือ การทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรม การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม การสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การบริหารความเสี่ยงเชิงนวัตกรรม 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้น าแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา และขนาดโรงเรียน พบว่า จำแนกตาม เพศและขนาดโรงเรียน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนจำแนกตามวุฒิการศึกษา โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

นางสาวภคมน แสงไสย์

หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา